ReadyPlanet.com
dot dot
dot
  •  การรักษา (Treatment)
dot




free counters


โรคเอดส์ article

 โรคเอดส์ (AIDS) ย่อมาจากคำว่า acquired immunodeficiency syndrome  ซึ่งแปลว่า กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIVย่อมาจาก human immunodeficiency virus) เชื้อนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเสื่อมหรือบกพร่องลง เป็นผลทำให้เป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ อาการมักจะรุนแรงและเรื้อรัง และเสียชีวิตในที่สุด

                โรคนี้เป็นโรคใหม่ที่มีรายงานครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2524 และมีรายงานผู้ป่วยรายแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2527 โรคนี้มีการระบาดในทวีปแอฟริกาก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังสหรัฐอเมริกา ยุโรป และลุกลามไปทั่วโลก

                จากการรายงานของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าจนถึงกลางปี พ.ศ. 2543 ประเทศไทยมีผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์แล้วประมาณ 1.5 แสนราย (เสียชีวิตแล้วประมาณร้อยละ 30) อัตราส่วนระหว่างผู้ป่วยชายต่อหญิงประมาณ 4:1 ประมาณร้อยละ 50 เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 25- 34 ปี ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ เพศสัมพันธ์ ซึ่งพบถึงประมาณร้อยละ 80 (ประมาณร้อยละ 1 เกิดในชายรักร่วมเพศ)

สาเหตุ

                เกิดจากเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นไวรัสชนิดใหม่ เพิ่งมีการเพาะเลี้ยงแยกเชื้อได้ในปี พ.ศ. 2526 เชื้อนี้มีมากในเลือด น้ำอสุจิ และน้ำเมือกในช่องคลอดของผู้ติดเชื้อจึงสามารถแพร่เชื้อได้โดย

1.     ทางเพศสัมพันธ์  ทั้งต่างเพศและเพศเดียวกัน (ในชายรักร่วมเพศ หรือ เกย์ )

2.     ทางเลือด เช่นการได้รับการถ่ายเลือด, การปลูกถ่ายอวัยวะที่มีเชื้อ, กสนแปดเปื้อนผลิตภัณฑ์จากเลือด, การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เป็นต้น

ส่วนการใช้ของมีคม (เช่น ใบมีดโกน เป็นต้น) ร่วมกับผู้ติดเชื้อ การสัก การเจาะหู อาจมีโอกาสเปื้อนเลือดที่มีเชื้อได้ แต่จะมีโอกาสติดโรคได้ก็ต่อเมื่อมีแผลเปิด และปริมาณเลือดหรือน้ำเหลืองที่เข้าไปในร่างกายมีจำนวนมากพอ

3.     การติดต่อจากมารดาที่มีเชื้อสู่ทารก ตั้งแต่ระยะอยู่ในครรภ์ ระยะคลอด และระยะเลี้ยงดูหลังคลอดโอกาสที่ทารกจะติดเชื้อจากมารดาประมาณร้อยละ 20-50

จากการศึกษาในประเทศต่าง ๆ เท่าที่ผ่านมาไม่พบว่ามีการติดต่อโดย

-          จากการหายใจ ไอ จามรดกัน

-          การกินอาหาร และดื่มน้ำร่วมกัน

-          การว่ายน้ำในสระ หรือเล่นกีฬาร่วมกัน

-          การใช้ห้องน้ำร่วมกัน

-          การอยู่ในห้องเรียน ห้องทำงาน ยานพาหนะหรือการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ

-          การสัมผัส โอบกอด

-          การใช้ครัว ภาชนะเครื่องครัว จาน แก้ว หรือผ้าเช็ดตัวร่วมกัน

-          การใช้โทรศัพท์ร่วมกัน

-          การถูกยุงหรือแมลงกัด

เชื้อเอชไอวีเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ก็จะมีการเพิ่มจำนวน สามารถแยกเชื้อไวรัสหรือตรวจพบแอนติเจนได้หลังติดเชื้อ 2-6 สัปดาห์ และจะตรวจพบแอนติบอดีได้หลังติดเชื้อ 3-12 สัปดาห์

                ผู้ที่ตรวจพบแอนติบอดีในเลือดร้อยละ 90 จะมีเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด ซึ่งสามารถแพร่โรคให้ผู้อื่นได้ แม้จะไม่มีอาการอะไรเลยก็ตาม

อาการ

                เนื่องจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะมีอาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแตกต่างกันไป สุดแล้วแต่จำนวนของเชื้อและระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้นโรคนี้จึงสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะด้วยกันดังนี้

1.     ระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อเอชไอวี (Primary HIV infection หรือ acute retroviral syndrome) ระยะนี้นับตั้งแต่เริ่มติดเชื้อเอชไอวี จนกระทั่งร่างกายเริ่มสร้างแอนติบอดี กินเวลาประมาณ 1-6 สัปดาห์ หลังติดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโต บางรายอาจมีการคลื่นไส้อาเจียน ถ่ายเหลว หรือมีฝ้าขาวในช่องปาก อาการเหล่านี้มักจะเป็นอยู่ 1-2 สัปดาห์ แล้วหายไปได้เองเนื่องจากอาการคล้ายกับไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่หรือไข้ทั่ว ๆ ไป ผู้ป่วยอาจซื้อยารักษาเอง หรือเมื่อไปพบแพทย์ก็อาจไม่ได้รับการตรวจเลือด จึงไม่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ในระยะนี้

ผู้ติดเชื้อประมาณร้อยละ 30-50 อาจไม่มีอาการดังกล่าวเลย

2.     ระยะติดเชื้อโดยมี่มีอาการ  ผู้ติดเชื้อจะแข็งแรงเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป แต่การตรวจเลือดจะพบเชื่อเอชไอวีและแอนติบอดีต่อเชื้อชนิดนี้ และสามารถแพร่เชื้อห้ผู้อื่นได้ เรียกว่าเป็นพาหนะ (carrier) ของโรคระยะนี้มักเป็นอยู่ประมาณ 5-10 ปี บางรายอาจนานกว่า 15 ปี

3.     ระยะติดเชื้อที่มีอาการ  ระยะนี้แต่ก่อนเรียกว่า ระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ (AIDS related complex หรือ ARC) มักจะมีอาการคล้ายโรคอื่น ๆ จนไม่ได้เฉลียวใจว่าเป็นเอดส์ก็ได้ อาจพบอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

-          มีไข้เกิน 37.8 ซ. เป็นพัก ๆ หรือติดต่อกันทุกวันนานเกิน 1 เดือน

-          ท้องเดิน หรืออุจจาระร่วงเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน

-          น้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว

-          ต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 1 แห่ง ในบริเวณที่ไม่ติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน

-          เชื้อราในช่องปาก

-          ฝ้าขาว (hairy leukoplakia) ในช่องปากจากเชื้อไวรัสอีบีวี (EBV/Epstein-Barr virus) มักอยู่ที่ด้านข้างของลิ้น มีลักษณะเป็นฝ้าคล้ายโรคเชื้อราแต่ขูดไม่ออก

-          โรคเริม  ที่มีแผลเรื้อรังบงนานเกิน 1 เดือน

-          โรคงูสวัด  ที่มีอาการกำเริบอย่างน้อย 2 ครั้ง หรือขึ้นพร้อมกันมากกว่า 2 แห่ง

4.     ระยะป่วยเป็นเอดส์  ระยะนี้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเสื่อมเต็มที่ เป็นแผลทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ เช่น เชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย โปรโตซัว วัณโรค เป็นต้น ฉวยโอกาสเข้ารุมเร้า เรียกว่า โรคติดเชื้อฉวยโอกาส(opportunistic infections) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อที่รักษาค่อนข้างยาก และอาจติดเชื้อชนิดเดิมซ้ำอย่างเดียวหรือติดเชื้อใหม่หรือติดเชื้อหลายชนิดร่วมกัน ทำให้เกิดวัณโรคปอด, ปอดอักเสบ, สมองอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, การติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร (เจ็บคอ กลืนลำบาก ท้องเดิน) ประสาทตาอักเสบจากเชื้อไวรัสไซโตเมกาโล (ถ้ามีอาการตาพร่ามัว) เป็นต้น

 

สิ่งตรวจพบ

                ในระยะที่มีอาการหรือป่วยเป็นเอดส์แล้ว  จะตรวจพบอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น ไข้  ซูบผอม  ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่ง  ( บริเวณคอ  รักแร้  ขาหนีบ ) ซีด  จุดแดง  จ้ำเขียว เป็นต้น

                ในช่องปากอาจพบอาการลิ้นหรือช่องปากเป็นฝ้าขาวจากเชื้อราแคนดิดา , รอยฝ้าขาวข้างลิ้น ( hairy leukoplakia ), แผลเริมเรื้องรัง, แผลแอฟทัส, ปากเปื่อย, ก้อนเนื้องอก ( มะเร็ง ) เป็นต้น

                บริเวณผิวหนัง  อาจพบวงผื่นของโรคเชื้อรา ( กลาก เกลื้อน โรคเชื้อราแคนดิดา ) ลุกลามเป็นบริเวณกว้างและเรื้อรัง, เริม, งูสวัด, แผลเรื้อรัง, พุพอง, ก้อนเนื้องอก, หูดข้าวสุก ( จากไวรัส ) , ผื่นสีม่วงแดง  หรือตุ่มสีม่วง ( Kaposi ’ s sarcoma ) ,ตุ่มหนองหรือตุ่มคล้ายหูดข้าวสุกกระจายไปทั่วจากเชื้อรา  เพนิซิลเลียมมาร์เนฟไฟ ( Penicicllium marneffei),  ผิวหนังแห้ง  คัน เป็นเกร็ดขาว  เป็นตุ่มคัน  เป็นต้น

                ในรายที่เป็นปอดอักเสบ  จะมีอาการหายใจหอบใช้เครื่องฟังตรวจปอดมีเสียงกรอบแกรบ

                ในรายที่เป็นโรคติดเชื้อของสมอง  จะมีอาการซึม เพ้อ ชัก หมดสติ  ถ้าเป็นเยื้อหุ้มสมองอักเสบ  จะตรวจพบอาการคอแข็ง

                นอกจากนี้  อาจตรวจพบอาการแขนขาชาหรืออ่อนแรงจากปลายประสาทอักเสบ, ข้ออักเสบ ( บวมแดงร้อน ) , ภาวะหัวใจวาย, ภาวะไตวายเรื้อรัง, บวมจากโรคไตเนโฟรติก เป็นต้น

ข้อแนะนำ

1.     สำหรับผู้ติดเชื้อโดยไม่มีอาการ  กลุ่มนี้ยังมีสุขภาพแข็งแรงเช่นคนทั่วไป  และสามารถดดำเนินชีวิตไปตามปกติ  บางรายอาจใช้เวลา 5-10 ปีกว่าจะป่วยเป็นเอดส์  บางรายก็ยังคงแข็งแรงดีแม้ติดเชื้อเกิน 10-15 ปีขึ้นไป  ผู้ติดเชื้อโดยไม่มีอาการ  ควรปฏิบัติดังนี้

·        ไปพบแพทย์และตรวจเลือด  เป็นระยะ ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ

·        ทำงาน  เรียนหนังสือ  คบค้าสมาคมกับผู้อื่นและปฏิบัติกิจวัตรประจำวันไปตามปกติไม่ต้องกังวลว่าจะแพร่เชื้อให้คนอื่นโดยการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกัน  หรือหายใจรดผู้อื่น

·        หากมีความกังวลเป็นทุกข์ใจ  ควรเล่าความในในให้ญาติสนิทมิตรสหายฟัง  หรือขอคำปรีกษาแนะนำจากแพทย์  พยาบาล  นักจิตวิทยา  หรืออาสาสมัครในองค์กรพัฒนาเอกชน

·        จงอย่าท้อแท้สิ้นหวัง  ต้องเสริมสร้างกำลังใจให้ตนเอง  ซึ่งเป็นอาวุธอันทรงพลังในการบำรุงรักษาสุขภาพให้แข็งแรงต่อไป  ผู้ที่เสียกำลังใจอาจเสียสุขภาพทางกาย  หรือผู้ถูกโรครุมเร้าได้ง่าย

·        ส่งเสริมสุขภาพตัวเองด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ  กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ( ไม่จำเป็นต้องกินอาหารเสริมราคาแพง ) งดเหล้า  บุหรี่ สิ่งเสพย์ติด และพักผ่อนให้เพียงพอ

·        เสริมสร้างสุขภาพจิตด้วยการฟังเพลง ร้องเพลง  เล่นกีฬา อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ  ฝึกสมาธิ  เจริญสติ  สวดมนต์หรือภาวนาตามลัทธิศาสนาที่นับถือ  หมั่นทำความดีและช่วยเหลือผู้อื่น  สร้างกุศลกรรม ( เช่น ช่วยรณรงค์ในการป้องกันโรคเอดส์ เป็นต้น ) ถ้ามีโอกาส ควรเข้าร่วมกลุ่มช่วยเหลือกันเองในหมู่ผู้ติดเชื้อ

·        หลี่กเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจจะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

·        หลี่กเลียงการตั้งครรภ์  โดยการคุมกำเนิดเพราะเด็กอาจมีโอกาสรับเชื้อจากมารดาได้

·        มารดาที่มีการติดเชื้อ  ไม่ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมตัวเอง

2.     สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นเอดส์  ควรปฏิบัติดังนี้

·        ปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ติดเชื้อโดยไม่มีอาการโดยปรับให้เหมาะกับสภาพร่างกาย  เช่น  ทำงานและออกกำลังกายแต่พอเหมาะ

·        กินยาและรับการรักษาพยาบาลตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

·        ทำใจยอมรับชะตากรรมที่เผชิญ  รู้จักใช้ชีวิตในปัจจุบันให้มีคุณค่าที่สุด และเตรียมตัวตายอย่างมีสติ   โดยการศึกษาและปฏิบัติธรรม  ภายใต้การช่วยเหลือของผู้รู้

·        เมื่อมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสแทรกซ้อน ควรป้องกันมิให้เชื้อโรคต่าง ๆ แพร่ให้ผู้อื่น

3.     สำหรับญาติหรือผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย  ควรปฏิบัติดังนี้

·        ศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์อย่างถ่องแท้

·        ให้กำลังใจ  ดูแลผู้ป่วยด้วยความรักและความอบอุ่น  เช่น การพูดคุย  สัมผัสโอบกอด เป็นต้น

·        หากผู้ป่วยมีบาดแผลหรือเปรอะเปื้อนเลือดหรือน้ำเหลืองที่ร่างกายหรือเสื้อผ้าของผู้ป่วยควรหลี่กเลียงการสัมผัสโดยตรง  ถ้าจะสัมผัสควรใส่ถุงมือยาง  ถ้าไม่มี  อาจใช้ถุงพลาสติกไม่มีรูรั่ว  2-3 ชั้น แทนก็ได้

·        เสื้อผ้า  ผ้าเช็ดตัว  ผ้าปูที่นอนของผู้ป่วยที่ไม่เปื้อนเลือดหรือน้ำเหลือง  ไม่ต้องแยกซักต่างหาก  แต่ถ้าเปื้อนเลือดหรือน้ำเหลืองควรใช้ถุงมือยางจับต้อง  และนำไปแช่ในน้ำผสมผงซักฟอกขาวประมาณ 30 นาทีเสียก่อน  แล้วจึงนำไปซักด้วยผงซักฟอกตามปกติ

·        ทุกคนในบ้านสามารถใช้ห้องน้ำ  ห้องส้วมร่วมกับผู้ป่วยได้  แต่ควรทำความสะอาดโดยสวมถุงมือ  และใช้น้ำยาล้างห้องน้ำ ( ที่มีส่วนผสมของคลอรอกซ์ ) หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ

·        เครื่องครัว  ถ้วย  จาน  ชาม  ช้อน  ส้อม  ไม่จำเป็นต้องแยกใช้ต่างหาก  และในการกินอาหารร่วมสำรับกัน  ควรใช้ช้อนกลางทุกครั้ง  เพื่อสุขอนามัยที่ดี

4.     วัคซีนป้องกันโรคเอดส์  ในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นศึกษาทดลอง  ดังนั้นการป้องกันโรคนี้  จึงอยู่ที่การหลี่กเลียงพฤติกรรมเสี่ยงสำคัญ

5.     การตรวจเลือดในการพิสูจน์การติดเชื้อเอชไอวีนั้น จะให้ผลบวกหลังติดเชื้อ 3-12 สัปดาห์  บางครั้งการตรวจเลือดในระยะที่เพิ่งติดเชื้อใหม่ ๆ ก็อาจให้ผลลบลวง (        false negaitive ) ได้ (เรียกว่าระยะ  windows period ) จึงควรมีการตรวจซ้ำให้แน่ใจ  ขณะเดียวกันการตรวจเลือดในขั้นต้นโดยวิธีอีไลซ่าก็อาจให้ผลบวกลวง ( false positive ) กล่าวคือ เลือดเป็นบวกทั้ง ๆ ที่ผู้นั้นอาจไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อก็ได้ ดังนั้นจึงควรจะต้องทำการตรวจเลือดยืนยันโดยวิธีเวสเทิร์นบลอต มิเช่นนั้นอาจทำให้เข้าใจผิดตลอดไปได้

6.     การบริจาคเลือดที่คลังเลือด ไม่มีโอกาสจะติดเชื้อเอสไอวี  เพราะเจ้าหน้าที่จะใช้อุปกรณ์ชุดใหม่ทุกครั้ง  จึงไม่มีโอกาสจะปนเปื้อนเลือดของผู้อื่น

7.     การใช้สมุนไพในการรักษาโรคเอดส์  ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าได้ผลในการทำให้หายได้จริง นอกจากช่วยเสริมสร้างกำลังใจและช่วยให้สุขภาพทั่วไปดีจึ้นชั่วขณะ หากจะใช้สมุนไพรรักษา ควรศึกษาให้แน่ใจว่าไม่มีโทษ และราคาไม่แพง

8.     ผู้ที่มีอาการไข้ เจ็บคอ ผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโตคล้ายไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่มีอาการเป็นหวัด น้ำมูกไหล หากมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรตรวจเลือดพิสูจน์ อาจเป็นการติดเชื้อเอชไอวีระยะแรกเริ่มก็ได้ หากพบว่าเป็นจริง การได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่แรกอาจช่วยให้โรคลุกลามช้า หรือลดความรุนแรงลงได้

 

การป้องกัน

                แม้ว่าโรคนี้จะมีอันตรายร้ายแรง และยังมีความสามารถยุ่งยากในการเยี่ยวยารักษา แต่ก็เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ง่าย ๆดังนี้

1.     สำหรับประชาชนทั่วไป

·        หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่มิใช่คู้ครอง ควรยึดมั่นต่อการมีเพศสัมพันธ์กับคู่ครอง(รักเดียวใจเดียว)

·        ถ้ายังนิยมมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่น โดยเฉพาะหญิงบริการ หรือบุคคลที่มีเพศสัมพันธ์เสรีหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆก็ควรจะใช้ถุงยางอยนามัยป้องกันทุกครั้ง

·        หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้าจนมึนเมา เพราะอาจชักนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย

·        หลีกเลี่ยงการสัมผัสถูกเลือดของคนอื่น เช่น ขณะช่วยเหลือผู้ที่มีบาดแผลเลือดออกใส่ถุงมือยางหรือถุงพลาสติก2-3ชั้น ป้องกันอย่าสัมผัสถูกเลือดโดยตรง

·        หลีกเลี่ยงการใช้เข็ม หรือกระบอกฉีดยาร่วมกันผู้อื่น

·        หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคม (เช่น ใบมีดโกน ฯลฯ) ร่วมกับอื่น ถ้าหลีกเลี่ยวไม่ได้ควรทำลายเชื้อด้วยการแช่น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ 70 %,โพวิโดน,ไอโอดีน2.5 % ,ทิงเจอร์ไอโอดีน,ไลซอล 0.5-3 % ) นาน10-20 นาที

·        ก่อนแต่งงาน ควรปึกษาแพท์ในการตรวจเช็กโรคเอดส์  ถ้าพบว่าคนใดคนหนึ่งเป็นมีเลือดบวกควรพิจารณาหาทางป้องกันมิให้ติดให้อีกคนหนึ่ง

·        คู่สมรสที่มีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ติดเชื้อ ควรคุมกำเนิด และป้องกันการแพร่เชื้อโดยการใช้ถุงยางอนามัย

·        หญิงตั้งครรภ์ ที่คิดว่าตัวเองหรือคู่สมรสมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจเลือดตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ๆ ถ้าพบว่ามีการติดเชื้อ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เพื่อลดการติดเชื้อของทารกในครรภ์

·        มาตราการในระยะยาว คือ การรณรงค์ให้เกิดค่านิยมใหม่และสร้างครอบครัวที่อบอุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้ฟฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การเที่ยวหญิงบริการ การติดยาเสพย์ติด เป็นต้น

2.     สำหรับบุคลาการทางการแพทย์

ซึ่งความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี จากการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการรักษาผู้ป่วย ควรประยุกต์ใช่มาตรการป้องกัน(universal precautinos) อย่างเคร่งครัด  เช่น  การสวมถุงมือ  การใช้ผ้าปิดจมูกหรือหน้ากาก  การใส่เสื้อคลุม  หรือการใช้อุปกรณ์ป้องกันอื่น ๆ เมื่อต้องปฏิบัติงานที่มีโอกาสสัมผัสถูกเลือด  น้ำเหลือง  สารคัดหลั่ง หรือสิ่งขับถ่ายของผู้ป่วยทุกคน  ( ไม่ว่าจะสงสัยว่าเป็นผู้ติดเชื้อโรคหรือไม่ก็ตาม )

     

 

        ในกรณีที่ถูกเข็มที่ใช้กับผู้ป่วยแล้วตำ  ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่พบได้บ่อย  ( ในสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้ที่ถูกเข็มที่ใช้กับผู้ป่วยติดเชื้อตำ  มีโอกาสติดเชื้อประมาณร้อยละ  0.47 )  ควรรีบตรวจเลือดโดยเร็ว  แล้วตรวจซ้ำในระยะ  3 เดือน  และ 6 เดือน

        ถ้าผู้ป่วยมีประวัติการติดเชื้อเอสไอวีชัดเจนหรือตรวจเลือดผู้ป่วยพบว่ามีการติดเชื้อเอสไอวี ( เลือดบวก ) ควรให้ผู้ที่ถูกเข็มตำกินยาป้องกินโดยเร็วที่สุด (ภายใน 24 ชั่วโมงหลังถูกเข็มตำ ) โดยการใช้ยาต้านไวรัส 3 ตัวร่วมกัน ( เช่น AZT + 3TC + indinavir)  นาน 4 สัปดาห์



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *


การดูแลให้คำปรึกษาผู้ป่วยมะเร็ง

โรคมะเร็ง article
ความรู้เรื่อง stem cells article



อาทิตย์ คลินิก ที่อยู่ :  เลขที่ 17/3-4 ถ.:  สนามบินเก่า ตำบล : สุเทพ
จังหวัด :เชียงใหม่      รหัสไปรษณีย์ : 50100
เบอร์โทร :  053-808767      มือถือ :  084-123-2170
อีเมล : arthit_111@yahoo.com
เว็บไซต์ : www.aaclinic.com

SEO