ReadyPlanet.com
dot dot
dot
  •  การรักษา (Treatment)
dot




free counters


วัณโรคปอด / ทีบี (Pulmonary Tuberculosis / TB)
Pulmonary Tuberculosis วัณโรคปอด
         วัณโรค เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งคนในเมืองและชนบทโดยเฉพาะตามแหล่งสลัมหรือในที่ ๆ ผู้คนอยู่กันแออัดชาวบ้านเรียกว่า ฝีในท้อง
          มักจะพบในเด็ก คนแก่ คนที่เป็นโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไตหรือโรคเอสแอลอีต้องกินยาเพร็ดนิโซโลนอยู่นาน ๆ พวกที่ติดยาเสพติด คนที่ร่างกายอ่อนแอจากการเป็นโรคอื่น ๆ มาก่อน (เช่น หัด ไอกรน ไข้หวัดใหญ่) คนที่ตรากตรำงานหนักพักผ่อนไม่พอ ดื่มเหล้าจัด ขาดอาหาร
          ปัจจุบัน พบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นวัณโรคแทรกซ้อนกันมาก และทำให้วัณโรคปอดที่เคยลดลง มีการแพร่กระจายมากขึ้น
สาเหตุ
            เกิดจากเชื้อวัณโรค ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไมโครแบคทีเรียมทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) บางครั้งเรียกว่า เชื้อเอเอฟบี (AFB/Acid Fast Bacilli)
            วัณโรคปอดมักจะติดต่อโดยการสูดเอาละอองเสมหะของผู้ป่วยที่ไอจามหรือหายใจรด ซึ่งจะสูดเอาเชื้อวัณโรคเข้าไปในปอดโดยตรง ดังนั้น จึงมักจะมีประวัติสัมผัสใกล้ชิด (เช่น นอนห้องเดียวกัน หรืออยู่บ้านเดียวกัน) กับคนที่เป็นโรค
            ส่วนการติดต่อโดยทางอื่นนับว่ามีโอกาสน้อยมาก ที่อาจพบได้ก็โดยการดื่มนมวัวดิบ ๆ ที่ได้จากวัวที่เป็นวัณโรค หรือโดยการกลืนเอาเชื่อที่ติดมากับอาหารหรือภาชนะ เชื้อจะเข้าทางต่อมทอนซิลหรือลำไส้ แล้วเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำเหลือง ซึ่งบางครั้งอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดไปยังปอด สมอง กระดูก ไต หรืออวัยวะอื่น ๆ ได้
            ผู้ป่วยมักจะได้รับเชื้อวัณโรคเข้าไปในร่างกายครั้งแรกในระยะที่เป็นเด็ก (บางคนอาจได้รับเชื้อตอนโตก็ได้) โดยไม่มีอาการแสดงแต่อย่างไร ยกเว้นบางคนอาจมีอาการของปอดอักเสบเล็กน้อยอยู่สักระยะหนึ่งแล้วหายไปได้เองร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นกำจัดเชื้อวัณโรค คนส่วนมากที่ได้รับเชื้อวัณโรคครั้งแรก จึงมักจะแข็งแรงเป็นปกติดี แต่อย่างไรก็ตาม เชื้อวัณโรคที่ยังอาจหลงเหลืออยู่บ้าง ก็จะหลบซ่อนอยู่ในปอดและอวัยวะอื่น ๆ อย่างสงบนานเป็นแรมปี ตราบใดที่ร่างกายแข็งแรงดี ก็จะไม่เกิดโรคแต่อย่างไร แต่ถ้าต่อมา (อาจเป็นเวลาหลายปีหรือสิบ ๆ ปีต่อมา) เมื่อร่างกายเกิดอ่อนแอด้วยสาเหตุใดก็ตาม เชื้อที่หลบซ่อนอยู่ ก็จะแบ่งตัวเจริญงอกงามจนทำให้เกิดเป็นวัณโรคขึ้นได้ โดยไม่ต้องรับเชื้อมาจากภายนอก ส่วนมากจะเกิดเป็นวัณโรคของปอด ซึ่งจะแสดงอาการดังจะได้กล่าวต่อไป
            นอกจากนี้ คนบางคนที่รับเชื้อวัณโรคเข้าร่างกายครั้งแรก เชื้ออาจลุกลามจนกลายเป็นวัณโรคในทันทีได้ ซึ่งอาจกลายเป็นวัณโรคชนิดร้ายแรงได้
อาการ
            มักจะค่อย ๆ เป็นด้วยอาการ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด อาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว หรือเป็นไข้ต่ำ ๆ ตอนบ่าย มีเหงื่อออกตอนกลางคืน ต่อมาจึงมีอาการไอระยะแรก ๆ ไอแห้ง ๆ ต่อมาจึงมีเสมหะ ไอมากเวลาเข้านอน หรือตื่นนอนตอนเช้า หรือหลังอาหาร อาการไอจะเรื้อรังเป็นแรมเดือน
            บางรายอาจอาจรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอดโดยที่ไม่มีอาการไอ
            ในรายที่เป็นมาก จะหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดง ๆ หรือดำ ๆ  แต่น้อยรายที่จะมีเลือดออกมากถึงกับช็อก
            ในรายที่เป็นน้อย ๆ อาจไม่มีอาการอะไรเลย และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการเห็น จุด ในปอด ในฟิล์มเอกซเรย์
            บางรายอาจมีอาการเป็นไข้นานเป็นแรมเดือน โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
            ถ้าเกิดในเด็ก อาการมักจะรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย อาจแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น กระดูก ไต ลำไส้ ฯลฯ
           
อาการแทรกซ้อน
            ที่สำคัญ คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ , ฝีในปอด, น้ำในช่องหุ้มปอด , วัณโรคต่อมน้ำเหลือง (พบบ่อยที่ข้างคอ อาจโตเป็นก้อนร่วมกับไข้เรื้อรังหรือโตต่อกันเป็นสายเรียกว่า ฝีประคำร้อย)ไอออกเป็นเลือดถึงช็อก
            ที่พบได้น้อยลงไปได้แก่วัณโรคกระดูก (มักพบที่กระดูกสันหลัง มีอาการปวดหลังเรื้อรัง หลังคดโก่งและกดเจ็บ) วัณโรคลำไส้ (มีอาการไข้ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเดินเรื้อรัง ซูบผอม ถ้าลุกลามไปที่เยื่อบุช่องท้องทำให้ท้องมานได้) วัณโรคไต วัณโรคกล่องเสียง (เสียงแหบ) เป็นต้น
การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย
1.               หากสงสัย ว่าเป็นวัณโรคควรไปปรึกษาแพทย์
2.               ผู้ที่ป่วยควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด จนครบ
3.               ถ้าไอมีเสลดให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ
4.                ผู้ป่วยควรงดบุหรี่และเหล้า ควรกินอาหารพวกโปรตีนให้มาก ๆ ควรอยู่ในที่ ๆ อากาศถ่ายเทได้สะดวก เวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปาก ควรบ้วนเสมหะลงในกระโถนหรือกระป๋องที่มีน้ำยาทำลายเชื้อ
5.               ในระยะก่อนการรักษา หรือกินยาได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรนอนแยกต่างหาก
 
           
ข้อแนะนำ
1.               วัณโรคไม่ใช่โรคที่น่ากลัว หรือน่ารังเกียจ และเป็นโรคที่มีทางรักษาให้หายขาดได้ โดยการกินยารักษาวัณโรคอย่างน้อย 2 ชนิด ติดต่อกันทุกวัน เป็นเวลานาน 18 24 เดือน
            ชาวบ้านมักเข้าใจผิดว่า เมื่อกินยาได้สัก 2-3 เดือนแล้วอาการดีขึ้นก็นึกว่าหายแล้ว จึงไม่ยอมกินต่อการกินยาบ้างไม่กินยาบ้างหรือกินไม่ได้ตามกำหนด มีแต่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อโรคดื้อยา ทำให้กลายเป็นวัณโรคเรื้อรังรักษายากและสินเปลืองเงินทองและเวลา
            ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้ ควรไปรับยารักษาตามแพทย์นัดอย่าได้ขาด บางครั้งอาจต้องเอกซเรย์ หรือตรวจเสมหะซ้ำ ทุก 3-6 เดือน
            ผู้ป่วยที่อยู่ในชนบท อาจไปรับยาได้ที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในเมือง อาจไปรับยาที่ศูนย์บริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งจะช่วยประหยัดและสะดวก (สำหรับผู้ที่ยากจน ไม่มีเงินเสียค่ายา ก็สามารถรับยาได้ฟรีจากสถานบริการของรัฐ)
2.                ผู้ป่วยควรงดบุหรี่และเหล้า ควรกินอาหารพวกโปรตีนให้มาก ๆ ควรอยู่ในที่ ๆ อากาศถ่ายเทได้สะดวก เวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปาก ควรบ้วนเสมหะลงในกระโถนหรือกระป๋องที่มีน้ำยาทำลายเชื้อ เช่น ไลซอล (Lysol) แล้วนำไปทิ้งในส้วมหรือขุดหลุมฝังเสีย
3.               ในระยะก่อนการรักษา หรือกินยาได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรนอนแยกต่างหาก อย่านอนรวมหรืออยู่ใกล้ชิดกับคนอื่น ๆ อย่าไอ จามหรือหายใจรดหน้าคนอื่น  (แม่ที่เป็นวัณโรคอย่ากอดจูบลูก หรือไอ หรือหายใจรดหน้าลูก ทางที่ดีอย่าให้ลูกดูดนมตัวเอง)
          เมื่อกินยาได้ 2 สัปดาห์ไปแล้ว เชื้อจะถูกทำลายและไม่มีการแพร่ให้คนอื่นต่อไป จึงไม่ต้องแยกผู้ป่วยออกอย่างเคร่งครัดเหมือนระยะก่อนการรักษา (เช่น ไม่จำเป็นต้องแยกถ้วยชามสำรับอาหาร หรือเครื่องใช้ออกต่างหาก)
            เมื่อรู้สึกแข็งแรงดีแล้ว ผู้ป่วยสามารถทำงานเรียนหนังสือ หรือ ออกกำลังได้ เช่นปกติ
4.               ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย (โดยเฉพาะเด็กเล็ก) ควรไปให้แพทย์ตรวจหรือฉายเอกซเรย์ปอดให้แน่ใจว่า ติดเชื้อวัณโรคจากผู้ป่วยหรือไม่ แพทย์อาจให้ยารักษาหรือให้ยาป้องกัน ตามแต่จะพิจารณาเห็นสมควร
5.                ผู้ที่มีอาการสงสัยว่าจะเป็นวัณโรค (เช่น เป็นไข้เรื้อรัง เบื่ออาหารและน้ำหนักลด ไอเป็นเลือดหรือไอนานกว่า 3 สัปดาห์โดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลียเหนื่อยง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ)  ควรให้แพทย์ตรวจเช็คร่างกาย ถ้าเป็นโรคนี้จะได้รักษาเสียแต่เนิ่น ๆ เป็นการป้องกันมิให้โรคลุกลามและมิให้แพร่เชื้อให้ผู้อื่นต่อไป
6.                โรคนี้ติดต่อโดยการสูดหายใจเอาเชื้อโรคที่ผู้ป่วยไอ จามหรือหายใจรด (เพราะความใกล้ชิด หรืออยู่ในห้องที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวกร่วมกับผู้ป่วย) เป็นสำคัญ ดังนั้น พยายามอย่าเข้าไปในที่ ๆ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้องที่ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด
7.               คนที่ได้รับเชื้อวัณโรค หากร่างกายแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคดี จะไม่ป่วยเป็นโรคนี้ (ในบ้านเรา ในผู้ใหญ่เกือกทุกคนเคยได้รับเชื้อวัณโรคกันแล้ว) แต่เชื้อจะหลบซ่อนอยู่ภายในร่างกาย เมื่อร่างกายทรุดโทรม เชื้อก็จะกำเริบ และกลายเป็นวัณโรคได้ โดยไม่ต้องได้รับเชื้อจากภายนอกมาใหม่
            ดังนั้น จึงควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การละเว้นจากการสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าจัด อย่าตรากตรำทำงานหนังเกินควร พักผ่อนให้เพียงพอและอยู่ในที่ ๆ อากาศถ่ายเทได้สะดวก
การป้องกัน
1.               ในปัจจุบันตามโรงพยาบาลต่าง ๆ จะทำการฉีดวัณโรคนี้ให้แก่เด็กตั้งแต่แรกเกิด โดยทั่วไปมักจะฉีดให้เพียงเข็มเดียว
2.                ในคนที่สัมผัสโรค โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือทารก แพทย์อาจให้ ไอเอ็นเอช กินป้องกันเป็นเวลา 1 ปี

3.               รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ







อาทิตย์ คลินิก ที่อยู่ :  เลขที่ 17/3-4 ถ.:  สนามบินเก่า ตำบล : สุเทพ
จังหวัด :เชียงใหม่      รหัสไปรษณีย์ : 50100
เบอร์โทร :  053-808767      มือถือ :  084-123-2170
อีเมล : arthit_111@yahoo.com
เว็บไซต์ : www.aaclinic.com

SEO